5 เคล็ดลับฝึกน้องแมวให้เชื่องดังใจ

เจ้าเหมียวหรือแมว ที่แสนจะน่ารักสำหรับคนที่พบเห็น ความจริงแล้วเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างอินดี้ และดื้อไม่เบาเลย ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าแมวเป็นสัตว์ที่รักอิสระ ไม่ชอบให้ใครมากำหนดกะเกณฑ์ ถ้าเราไม่ฝึกให้ดีตั้งแต่เด็ก ๆ น้องแมวของเราอาจจะโตไปเป็นแมวที่ก้าวร้าว และฝึกได้อยาก สำหรับใครที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกน้องแมวอยู่ ตาม homeacat.com ไปดูเคล็ดลับ 5 เคล็ดลับฝึกน้องแมวให้เชื่องดังใจ พร้อมกันเลยจ้า

5 เคล็ดลับฝึกน้องแมวให้เชื่องดังใจ

  1. เริ่มด้วยการฝึกน้องแมว ให้ชินกับคน

ถ้าเรารับน้องเหมียวมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเด็ก สิ่งที่เราต้องทำคือพยายามดูแลเจ้าแมวอย่างใกล้ชิด และต้องพยายามจับแมวอย่างเบามือ หากจะกอดก็ต้องกอกแบบเบาที่สุด และอุ้มอย่างต่อเนื่องเมื่อลูกแมวมาคลอเคลียอยู่ใกล้ ๆ และหากเด็ก ๆ อยากเล่น ควรสอนวิธีเล่นกับลูกแมวให้เด็ก ๆ ด้วย โดยปกติลูกแมวจะยอมให้คนจับและเข้าใกล้ได้ง่ายขึ้นเมื่อลูกแมวเห็นแม่แมวนอนสงบนิ่งอยู่ใกล้ ๆ โดยไม่ส่งสัญญาณอันตรายใด ๆ การมองเห็นแม่แมวอยู่ในสายตานั้นทำ ให้ลูกแมวมั่นใจได้ว่าสิ่งรอบข้างไม่มีอะไรน่ากลัว ที่สำคัญคือมีงานวิจัยออกมาสนับสนุนว่า การอุ้มและกอดลูกแมวตั้งแต่ยังเป็นลูกแมวแรกเกิดนั้น สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการลูกแมวได้ด้วย

เริ่มด้วยการฝึกน้องแมว ให้ชินกับคน

(เริ่มด้วยการฝึกน้องแมว ให้ชินกับคน)

  1. พยายามฝึกให้แมวเข้าสังคม

การฝึกให้ลูกแมวเข้าสังคมก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ผู้เลี้ยงจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ไม่ต่างจากการให้ความรัก เพราะการเข้าสังคมได้ จะช่วยให้เจ้าเหมียวเป็นที่รัก และเอ็นดูสำหรับผู้อื่น เมื่อลูกแมวมีอายุได้ 4-8 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงวัยเล่นซน ลูกแมวจะเริ่มเรียนรู้ที่จะเล่นกับแมวตัวอื่น แต่สำหรับเจ้าของที่เลี้ยงลูกแมวตัวเดียว ก็สามารถสร้างความคุ้ยเคยด้วยการให้ลูกแมวเล่นกับของเล่น เพื่อฝึกให้ลูกแมวเรียนรู้การสื่อสาร ทำให้สามารถเชื่อฟังเจ้าของมากยิ่งขึ้นเมื่อโตเต็มวัย และเพื่อลดความกลัวคนแปลกหน้า เจ้าของควรฝึกให้ลูกแมวทำความคุ้นเคยกับสมาชิกคนอื่นในครอบครัว โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก และสอนเด็กเล็กให้เรียนรู้วิธีในการเล่นกับลูกแมวอย่างถูกต้อง ไม่แกล้งหรือแหย่ เพราะอาจทำให้ลูกแมวหวาดกลัวจนไม่กล้าเข้าหาอีก

  1. พาน้องเหมียวไปพบแพทย์เสมอ

สุขภาพน้องแมวเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ทางเดียวที่เราจะรู้ว่าสุขภาพของน้องแมวเรานั้นดีหรือไม่ดี คือการตรวจสุขภาพ ซึ่งเจ้าของควรพาลูกแมวตัวใหม่ไปตรวจสุขภาพก่อนทุกครั้ง โดยสามารถเริ่มตั้งแต่พาไปถ่ายพยาธิเมื่ออายุ 1 เดือน และสามารถเริ่มโปรแกรมวัคซีนได้ตั้งแต่ 2 เดือนเป็นต้นไป และหมั่นพาไปพบสัตว์แพทย์ตามโปรแกรมสม่ำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าลูกแมวจะได้รับวัคซีนครบถ้วน ลูกแมวก็จะมีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัย

พาน้องเหมียวไปพบแพทย์เสมอ

(พาน้องเหมียวไปพบแพทย์เสมอ)

  1. ให้อาหารอย่างเหมาะสมกับช่วงวัย

การให้อาหารมีผลกับการเติบโต และพัฒนาการของน้องแมวโดยตรง ซึ่งเจ้าของต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และพยายามฝึกให้น้องแมว กินอาหารตามช่วงวัยให้ได้ เป็นที่รู้กันดีว่าลูกแมวมีการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว จึงต้องการคุณค่าทางสารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ และให้พลังงานสูงเป็นพิเศษ เช่น อาหารสำหรับลูกแมวเกรดซุปเปอร์พรีเมี่ยมจากโปรแพลน ที่นอกจากจะมีโปรตีนสูง และสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลูกแมวแล้ว ยังมีส่วนผสมของโคลอสตรัม (colostrum) ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยตอบสนองต่อการทำวัคซีนได้ดียิ่งขึ้น

  1. ฝึกให้คุ้นเคยกับการทำความสะอาด

การทำความสะอาดน้องแมว จะมาในรูปแบบของการอาบน้ำแปรงขน ซึ่งแน่นอนว่าแมวบางตัว ไม่ได้คุ้นชิน กับการกระทำลักษณะนี้ ดังนั้น สิ่งที่ผู้เลี้ยงต้องทำ คือพยายามฝึกให้ลูกรักชินกับการทำความสะอาดทุกรูปแบบให้มากที่สุด เจ้าของควรฝึกให้ลูกแมวคุ้นเคยกับการทำความสะอาดและแปรงขนตั้งแต่ยังเล็กเพราะจะสามารถปรับตัวได้เร็ว ในลูกแมวพันธุ์ขนยาวควรหมั่นแปรงขนให้ทุกวัน ส่วนสำหรับลูกแมวพันธุ์ขนสั้นสามารถแปรงขนสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เทคนิคสำคัญคือการนำอุปกรณ์แปรงขนมาวางให้ลูกแมวเห็น จากนั้นค่อย ๆ แปรงลงไปบนตัวลูกแมวเบา ๆ ทีละน้อยแต่บ่อย ๆ และควรทำในเวลาที่ลูกแมวรู้สึกผ่อนคลาย

ฝึกให้คุ้นเคยกับการทำความสะอาด

(ฝึกให้คุ้นเคยกับการทำความสะอาด)

ทั้งหมดนี้คือแนวทางที่จะช่วยให้เจ้าของ ดูและน้องแมวได้อย่างดี ซึ่งแน่นอนว่ามันส่งผลกับพัฒนาการ และมีส่วนช่วยให้น้องแมวของคุณ เชื่องและเข้ากับคนได้ง่ายมากกว่าเดิม

บทความที่น่าสนใจ

หากใครมองหาวิธีลดน้ำหนักง่าย ๆ ที่ไม่ต้องเสียเหงื่อเลยซักหยด ขอแนะนำ นอนอย่างถูกวิธี ช่วยลดความอ้วนได้ ส่วนเพื่อน ๆ คนไหน ที่อยากรู้ว่าต้องนอนอย่างไร ถึงจะเรียกว่าเป็นการนอนที่ถูกวิธี พร้อมแล้วไปดูกันเลย

นอนอย่างถูกวิธี ช่วยลดความอ้อนได้นะรู้ยัง
นอนอย่างถูกวิธี ช่วยลดความอ้วนได้